Kamoman.com
ธันวาคม 08, 2021, 01:59:08 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ชุมนุมเรื่อง "ผีๆ"  (อ่าน 8404 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #75 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2018, 01:06:57 AM »

อำพล เจน เล่าเรื่องผี
พระกันผีได้ไหม?
 August 17, 2017 Ampol Jane บ้านผีสิง, ปีศาจ, ผี

จู่ ๆ ผมเกิดคิดถึงพี่ ณรงค์ จันทร์เรือง ขึ้นมา โดยไม่มีเหตุผล

จะว่าไปแล้ว บางทีจะเพราะมีผู้อ่านหลายท่านเขียนจดหมายมาขอพระกันผีกับผม จึงอาจเป็นเหตุให้คิดถึงพี่ณรงค์ ด้วยพี่ณรงค์นั้นเป็นนักเขียนเรื่องผีชั้นแนวหน้า ของเมืองไทยคนหนึ่ง ใช้นามปากกาว่า “ใบหนาด” และเรื่องผีที่เขียนโดยพี่ณรงค์ ผมก็อ่านแทบทั้งหมด ตั้งแต่สมัยยังเด็ก อ่านแล้วก็กลัวเป็นวรรคเป็นเวรจริง ๆ



(ณรงค์ จันทรฺเรือง)

20 ปีก่อน ผมยังทำงานรับใช้ พี่แอ๊ว (ราช เลอสรวง) ได้เจอกับพี่ณรงค์บ่อย ๆ แทบทุกสัปดาห์ ด้วยพี่ณรงค์กับพี่แอ๊วนั้นเป็นเพื่อนซี้กัน เลยได้รับอานิสงส์ได้รับเลี้ยงข้าวปลาอาหารจากพี่ณรงค์เสมอ บางคราวก็ส่งผมขึ้นแท๊กซี่กลับบ้านโดยออกสตางค์ให้ด้วย

ไหน ๆ ผมจะเขียนเรื่องผีทั้งนั้น ต้องขอบารมีพี่ณรงค์เป็นที่พึ่ง เพราะว่าผมอาจจะต้องเขียนไปกลัวไป จำต้องอาศัยการระลึกถึงครูบาอาจารย์เอาไว้ปลอบขวัญที่กำลังสั่นระทึกชอบกล

คงต้องบอกว่าไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไรเมื่อผมไปอยู่ที่ไหนก็ตาม มักจะมีผีอยู่ด้วย

ผีนั้นอยู่มาก่อนผมนะครับไม่ใช่ว่าจะคอยสะกดรอยตามผมไปอยู่

ถ้าผมจะซื้อบ้านหรือที่ดินสักแปลงจะต้องถามเจ้าของเขาก่อนเสมอว่ามีอะไร ไม่มีอะไร เช่น มีไฟฟ้าไหม มีโทรศัพท์ไหม มีขโมยไหม ถามไปเรื่อย ๆ จนถึงคำถามสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจซื้อว่า มีผีไหม?

ทุกรายตอบเป็นเสียงเดียวกันหมด คือ ไม่มี

ไม่มี หรือไม่มี๊ (เสียงสูงซะ) นี่แหละครับ น่ากลัว
สมัยผมซื้อบ้านหลังแรกที่ซอยวัดบัวขวัญ ก็ซอยข้างๆห้างบางลำพูสรรพสินค้า สาขางามวงศ์วานนั่นแหละ บ้านนั้นก็มีผีอยู่แล้วตัวหนึ่ง เป็นผีผู้หญิง แล้วก็สวยเสียด้วย

ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าไปอยู่เลยทีเดียว เธอโผล่หน้ามาชะโงกดูผมทำงานตอนดึก ๆ เธอเป็นผู้มีผมยาวสลวยสวยขำ ดำเป็นเงา ท่าจะสระผมทุกวัน และหมั่นหวี จึงดูไม่ยุ่งเหยิงเป็นกระเซิงเหมือนผีทั่วไป

โธ่! ถามได้ กลัวซีครับ

จะเอาบ้านไปคืนเขาก็คงไม่ให้เงินคืนเป็นแน่

ใช่แต่ผมคนเดียวที่ไหน เธอยังเที่ยวไปกวนคนอื่น จนเขาออกอาการขวัญหนีดีฝ่อกันทั้งบ้าน

ดีว่าเธอสวยนะครับ ถ้าหากว่าขี้เหร่ขนาดตาโบ๋หรือหนังเหี่ยวดำติดกะโหลก หรือว่าไม่มีหัวมีแต่ตัว
ผมว่าคงเกิดจราจลเหมือนขาไพ่ป๊อกเผ่นหนีตำรวจไม่มีผิด

หนักเข้าทุกคนชักจะทนไม่ไหว ทำท่าจะย้ายบ้านโดยไม่ขออนุญาตผมเสียก่อน ซึ่งถือว่าผิดธรรมเนียมเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนจะทำเหมือนขบถแก่ตัวผม ไม่ฟังเสียง ไม่อยู่ในปกครองกันอีกต่อไป เรื่องมันก็จะต้องคิดอ่านทำอะไรสักอย่าง

แต่เจ้าประคุณเอ๋ย คิดยังไงก็คิดไม่ออก

ค่ำวันหนึ่งในฤดูชุนเทียน มีลมอ่อน ๆ โชยมาเรื่อย ๆ ไผ่หวานที่มีอยู่กอเดียวโยกไกวเหมือนนักดนตรีสีไวโอลิน แต่ว่ามันสีเป็นเสียงอ๊อด ๆ แอ่ด ๆ แบบว่าช่างเข้าบรรยากาศแบบที่พี่ณรงค์เขียนชะมัด

ผมเดินออกไปซื้อเบียร์มา 6 ขวด กลับมาปูเสื่อนั่งกินตรงสนามหญ้าหน้าบ้าน หันหลังให้ถนน หันหน้าเข้าหาบ้าน กินไปก็มองบ้านของตนเองแบบเหม่อ ๆ เห็นบ้านทั้งหลังที่ตะคุ่มเป็นเงาคือปัญหาใหญ่ที่ขบไม่แตก ความเป็นอัจฉริยภาพแห่งฉลาดเฉลียวไม่รู้หายไปไหนหมด นั่งบื้อแบบคนจิตว่างในพระนิพพานไปนานแค่ไหนไม่รู้ตัว

พอเบียร์ขวดที่ 6 หมดไปเท่านั้น ผมก็ผุดลุกขึ้นแบบหมาจนตรอกตะโกนใส่บ้านตนเองดังลั่น

“ไอ้หรืออีอะไรก็ตามที่อยู่ในบ้านหลังนี้ ขอให้เข้าใจเสียด้วยว่าเจ้าอาศัยข้อยอยู่ ข้อยเป็นเจ้าของบ้าน ไม่เชื่อไปดูโฉนดได้เลย เพราะฉะนั้นเจ้าต้องเชื่อฟังข้อยผู้เป็นเจ้าของบ้านที่เจ้าอาศัยอยู่ เจ้าต้องไม่เที่ยวไปทำให้ใครเขากลัว และไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรก็ตามเจ้าคุยกับข้อยคนเดียว ห้ามไปยุ่งกับคนอื่น จำไว้นะโว้ย”

มีคนในบ้านโผล่ออกมาถาม
“ว่าใครเหรอน้า”
“เปล่า ๆ กลับไปนอนกันซะเถอะ” ผมตอบ

เชื่อหรือไม่ หลังจากนั้นมา เธอผู้แสนสวยก็หายสาบสูญไป ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย จนวันนี้

หลังจากผมย้ายไปอยู่อุบลฯ คนใหม่ที่มารับช่วงต่อจากผมก็อยู่เย็นเป็นสุขดีไม่มีเรื่องผีสางเลยแม้แต่น้อย

แปลกนะครับ

แสดงว่าผีนี่ก็พูดจากันรู้เรื่องเหมือนคนเราทุกประการ
พอย้ายมาอยู่อุบลฯ ก็ยังไม่พ้นเรื่องผีอีกจนได้

ผมซื้อที่ปลูกบ้านอยู่ปากทางเข้าวัดหนองป่าพง ด้านบ้านห้วยไผ่ ผมเลือกที่นี่เพราะว่าผมยังมองเห็นรอยเท้าของหลวงพ่อชา เวลาออกบิณฑบาต พอมาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกว่าได้อยู่ใกล้หลวงพ่อ และท่านก็ยังอยู่ไม่ไปไหน มีความรู้สึกเหมือนหมาที่อยากอยู่ใกล้เจ้าของ แม้เจ้าของไม่อยู่บ้าน ก็จะนอนคอยจนกว่าเจ้าของจะกลับ ถ้าไม่กลับก็จะคอยต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่

บ้านหลังนี้เป็นบ้านแบบชนบททั่วไป มีทุ่งนา มีเพื่อนบ้านเป็นชาวบ้านที่อยู่มาก่อนแต่ชั่วปู่ย่าตายาย

วันแรกที่เข้าอยู่ก็เป็นเรื่อง

มีเสียงโครมๆครามๆเหมือนของชิ้นโตหล่นในบ้านที่ขณะนั้นไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว
แม้เสียงอื่น ๆ แปลก ๆ ก็มากและบ่อย ๆ

เวลาผมไปต่างจังหวัดหลายคืน ก็จะมีเพื่อนบ้านมาถามว่าเอาใครมาเฝ้าบ้าน เพราะเห็นว่ามีคนเดินท่อม ๆ อยู่ในบริเวณบ้านทุกคืน

ลูกน้องของผมเจอกันไปต่างๆนานา

เจ้าจิ๋ว(เวลานี้ลาออกไปเปิดร้านซ่อมวิทยุสื่อสาร)ผูกเปลยวนนอนเล่นอยู่ในโรงงาน ก็มายืนไกวเปลให้
เจ้าจิ๋วนี่ดูจะมีความอดทนกับผีมากที่สุด ค่าที่ยามว่างจะไปช่วยมูลนิธิกู้ภัย เก็บศพเป็นกุศล

เจ้าเปิ้ล (เดี๋ยวนี้เป็นพระเปิ้ล) นั่งทำงานเร่งด่วนในโรงงานดึกๆคนเดียว เห็นกับตาว่าเดินผ่านประตูโรงงานช้าๆ สภาพแบบโปร่งแสง

เจ้าเปิ้ลก็อีกคนที่ไม่กลัวผี เพราะว่าเคยติดตามหลวงปู่พรหมาออกป่าบ่อย ๆ

ลูกศิษย์ปิงปองของผม เป็นนักกีฬามหาวิทยาลัยอุบลฯ ผมจับมานอนที่บ้านคุมซ้อม 3 คน คือ นังต่าย นังเป้ และนังออย เห็นว่ามานั่งอยู่ปลายเท้าเวลานอนกลางคืน นังต่ายกลัวที่สุด นังเป้เจ๋งกว่าใคร จึงกลายเป็นที่พึ่งให้นังต่ายและนังออย ถ้านังเป้ไม่อยู่สักคืน 2 คนนี่จะหาเรื่องไม่นอน จะกลับไปหาแม่ที่บ้านเสมอ เดี๋ยวนี้นังเป้จบปริญญาตรี นังออยก็จบด้วย นังต่ายจบปริญญาโท จบไปแบบมีผีให้กลัวทุกคืน ทำให้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น

ยังมีอีกหลายรูปแบบที่เล่าไม่ไหว รอให้พี่ณรงค์มันมือเล่าต่อก็แล้วกัน

ทั้งหมดที่เจอต่างพูดตรงกันว่าเป็นผีผู้หญิง

สังเกตดูว่าแม้ทุกคนหรือบางคนจะกลัว แต่เขาก็อยู่ได้ ไม่ถึงกับจะตีโพยตีพายอะไร

ผมก็ไม่คิดจะจัดการอะไรเหมือนกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้ผมไม่กลัว เมื่อไม่กลัวก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเหมือนทำกับบ้านที่ถนนงามวงศ์วาน

ที่ผมหายกลัวนั้นก็มีวิธีอยู่ครับ แต่ไม่รู้จะบอกใครได้

อย่างหนึ่งที่จะช่วยทุกคนให้หายกลัวได้คือ วิธีธรรมชาติ ซึ่งจะปรับตัวเองให้ชิน อย่างเช่นเรากลัวงู พอเจองูบ่อยๆก็จะเข้าใจธรรมชาติของงูว่าเป็นอย่างไร และในที่สุดเราก็เข้าใจว่างูมันกลัวเราเหมือนกัน บางทีจะกลัวมากกว่าที่เรากลัวมันด้วยซ้ำไป

เคยมีหมอธรรมคนหนึ่งมาทำพิธีที่บ้านผมแล้วบอกว่า บ้านผมมีผีสำคัญอยู่ตัวหนึ่ง อยู่ที่นี่มานานมากแล้ว

เรียกว่าสมัยก่อนที่นี่ผีเยอะ เป็นทางผ่านของผีนับร้อยพัน

พอผมมาปลูกบ้านแล้ว เหลือผีนี่อยู่ตัวเดียว

บางทีจะเพราะผมซัดทรายเสกของหลวงพ่อแช่ม และหลวงปู่คำพันธ์ ไว้รอบบริเวณบ้าน แล้วอธิษฐานว่า ถ้าผีไม่มีคุณไม่เป็นมิตรเข้าไม่ได้ ถ้าผีมีคุณและเป็นมิตรอนุญาตเข้าได้กระมัง

ผมถามหมอธรรมว่าแล้วผีที่ท่านบอกนี่อยู่ตรงไหน หมอธรรมชี้ไปข้างสระบัวติดกับโรงงาน

ผมก็ว่า “อ้าว ผมชอบไปฉี่รดต้นไม้แถวนั้น แกจะไม่ว่าเหรอ”
“ไม่ว่า” หมอธรรมตอบ “แกถูกกันกับคุณดี เพราะว่าเป็นพวกธรรมะธัมโมเหมือนกัน”

ก็แปลกดีไม่รู้จะเชื่อได้แค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ผีสำคัญที่หมอธรรมว่านั้นได้มาเข้าฝันผมในคืนหนึ่ง บอกว่าตัวเองชื่อน้อย เป็นหญิงขนาดกลางคน ท่าทางใจดีและเป็นมิตร ผมจึงเรียกแกว่ายายน้อยตลอดมา เวลาอยู่บ้านคนเดียวก็ไม่เหงา เพราะรู้ว่ามียายน้อยอยู่เป็นเพื่อน จะไปไหนมาไหนไหว้วานเป็นธุระดูแลบ้านก็ได้ หมั่นไส้ลูกน้องคนไหนแกก็จะไปจัดการให้ เดี๋ยวเดียวเท่านั้นลูกน้องคนนั้นก็กลายเป็นคนเรียบร้อยว่านอนสอนง่ายขึ้นมา
ถ้าถึงขนาดอยากไล่ออก เดี๋ยวเดียวลูกน้องคนนั้นก็หอบผ้าหอบผ่อน หนีไปเอง
ยายน้อยให้หวยแม่นนะครับ ลูกน้องผมคนหนึ่งชื่อว่า ทิดสม เคยบวชกับ อ.เวทย์ แล้วสึกมาทำงานกับผม
ทิดสมถูกหวยแทบทุกงวดจนปลูกบ้านให้พ่อได้หลังหนึ่ง

แต่ผมกลับไม่เคยถูกเลย เพราะว่าผมไม่เล่นหวย ได้แต่ดูคนอื่นถูกและยินดีปรีดากับเขา
หลวงปู่พรหมา เขมจาโร เคยมานอนที่บ้านผม 2 ครั้ง ทั้ง 2 ครั้งได้หวยไปบอกชาวบ้านถูกตรง ๆ ไม่ต้องกลับทั้ง 2 ครั้ง

ท่านว่า  “ภูมิที่บ้านลูกให้หวยแม่น”

นึก ๆ ดู ผีก็มีคุณนะครับ

สำหรับท่านที่ขอพระกันผีจากผมนั้น ผมไม่รู้จะว่ายังไง เพราะว่าบ้านผมก็ยังมีผีอยู่ด้วย

พระกับผีของคู่กันอยู่ด้วยกันมาแต่ไหนแต่ไร ไม่รู้ว่าพระจะมีวิธีไหนไปกันผี ตัวหลวงปู่หลวงพ่อก็ต้องโปรดผีกันตลอดชีวิต

ถ้าถามว่าพระสำหรับกันผีมีหรือไม่
คงจะมีอยู่หรอก แต่ที่ผมไม่มีพระแบบนี้แน่ ๆ ไม่ต้องสงสัยเลย
———————-

งานเขียนเก่าของ อำพล เจน
ตีพิมพ์ในหนังสืออะไร?เมื่อไหร่?..ไม่ทราบ(ลืม)

ที่มา http://www.ampoljane.com/2017/08/17/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A1/
บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #76 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2018, 02:42:24 AM »

บันทึกการเข้า
tucb
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 7262


บนฟ้ามีดาว ในจอกมีสุรา


« ตอบ #77 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2018, 11:07:47 AM »


   555... ถ้านับรวมเรื่องผีในการ์ตูนเล่มละบาทนี่ สงสัยคนไม่ต้องทำมาหากินกันแล้ว
โดนผีหลอกหัวโกร๋นถ้วนหน้า คงต้องไปพึ่งมือปราบสัมภเวสี ม่ายก็โกสต์บัสเตอร์.....

                                   
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5881


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #78 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2018, 05:12:51 PM »

   ดูมาก็หลายปก แต่ผมไม่เคยขัดเคืองใจมากกกกกเท่าปกนี้
   "ตายเพราะหวย"
    เพราะหลายงวดมาแล้ว ผมแค้นมันมาก อาจจะ "ตายเพราะหวย"
จริง  ๆ ก็ได้    55555



บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #79 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 01:43:42 AM »



"เกรียงศักดิ์ พิศนาคะ" ไม่รู้ว่าญาติข้างไหนเหมือนกัน

บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #80 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 01:47:00 AM »

ชุมนุนภาพวาดผีๆของ"ครูเหม"


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2018, 01:51:45 AM โดย cyborg0011 » บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #81 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 01:50:19 AM »

อันนี้ภาพจริงของเรื่องตำนาน"แร้งวัดสระเกศ" คงไม่ต้องเล่าดีเทลล่ะนะ..บรื๋อออออ


บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #82 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 02:07:19 AM »



ส. พลายน้อย เขียนอธิบายขยายความ–เปรต--เป็นความรู้ที่อ่านกันเพลิน ๆ มิได้มุ่งพิสูจน์ว่าเปรตมีจริงหรือไม่อย่างไร



ผมเห็นเปรตมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก เมื่ออายุเจ็ดแปดขวบ เรียนหนังสือชั้นประถม ที่โรงเรียนประชาบาลวัดประดู่ทรงธรรม เคยตามพระไปที่วิหาร ซึ่งอยู่นอกเขตสังฆาวาสไปทางตะวันออก เป็นที่เงียบสงบ พระได้พาไปดูเปรตที่หลังพระประธาน เป็นภาพเปรตรูปร่างผอมโซ แสดงอาการว่าได้รับทุกข์ทรมานต่าง ๆ นานา

เปตหรือเปรตตามความเข้าใจของคนทั่ว ๆ ไป มีรูปผอมสูง แลบลิ้นยาว จนเอามาเปรียบกับคนร่างผอมสูงว่า สูงเป็นเปรต ในกรุงเทพฯ มักอ้างเปรตวัดสุทัศนเทพวราราม ด้วยมีคำกล่าวกันว่า “แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ฯ” คำกล่าวนี้หมายความว่าแร้งกับเปรตมีมากที่สองวัดนี้ ความจริงทั้งแร้งทั้งเปรต น่าจะอยู่ที่วัดสระเกศแห่งเดียวกัน เพราะป่าช้าวัดสระเกศได้ชื่อว่ามีคนเอาศพไปทิ้งไว้มาก จนมีแร้งมาจับอยู่ตามต้นตาล ตามกำแพงวัดเพื่อรอกินซากศพ ส่วนวัดสุทัศน์ฯ ไม่มีป่าช้าก็ไม่น่าจะมีเปรตไปชุมนุม เป็นแต่เสียงคนพูดกันว่าเปรตวัดสุทัศน์ฯ ตัวสูงถึงเอามือจับยอดเสาชิงช้าได้

ตามความเห็นส่วนตัว เข้าใจว่าจะเป็นการพูดเปรียบเทียบ เปรตวัดสุทัศน์ฯ คงจะหมายถึงพวกขอทาน คือบริเวณนั้นใกล้ตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์ มีผู้คนมาชุมนุมกันมาก พวกขอทานก็ต้องมีมากเป็นธรรมดา จำได้ว่ามีพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ เรื่องหนึ่งตรัสเรียกพวกขอทานบริเวณสะพานหันว่า “เปรตสะพานหัน” ฉะนั้นเปรตวัดสุทัศน์ฯ ก็คงจะเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อมาเข้าคู่กับแร้งวัดสระเกศจึงมีคนพูดกันติดปากมากกว่าที่อื่น

ทำไมจึงเรียกพวกขอทานเป็นเปรต เห็นได้ว่าใน ไตรภูมิกถา ได้เรียกตามลักษณะอาการที่พวกขอทานยกมือไหว้นั่นเอง คือพวกขอทานมีแบบแผนการไหว้ผิดกับคนธรรมดา จะยกมือทั้งสองขึ้นสูงเหนือหัว ซึ่งเรียกการไหว้แบบนี้ว่า ไหว้อย่างเปรต เด็กที่ไหว้อย่างนี้ถือว่าไม่งาม จะถูกผู้ใหญ่ดุว่าเป็นเปรตขอส่วนบุญ ขอให้สังเกตการไหว้ของเปรตในภาพจิตรกรรมดูเถิด

เมื่อครั้งเป็นเด็กมีคนพูดถึงเปรตกันมาก แต่ก็ไม่เคยเห็นรูปร่างเปรตที่มาสำแดงอาการให้เห็น เป็นแต่พูดเล่ากันหรือเอามาขู่เด็กที่โมโหร้ายใช้มือตีพ่อแม่ ว่าทำอย่างนั้นตายไปจะเป็นเปรต มือโตเท่าใบตาล ที่ว่าได้ยินเสียงร้องก็มี ครั้งหนึ่งตอนโพล้เพล้ผมกับพ่อยืนคุยกับเพื่อนของพ่ออยู่ที่ประตูรั้วหลังบ้าน ซึ่งมองเห็นป่าช้าวัดยม สักครู่หนึ่งเพื่อนของพ่อก็หันมาทางผมแล้วถามว่า “ไอ้หนูมีสตางค์แดงซักอันไหม” เมื่อผมล้วงกระเป๋าส่งให้ เพื่อนของพ่อก็กำไว้ในมือแล้วขว้างไปทางป่าช้าพร้อมกับพูดว่า “เขามาร้องขอส่วนบุญ ให้เขาไป”

เชื่อกันว่าเปรตร้องกรี๊ด ๆ (หรือวี้ด ๆ แล้วแต่หูคน หรือตามอัธยาศัย) คนที่ร้องกรี๊ด ๆ จึงถูกว่าร้องเหมือนเปรต ที่แปลกก็คือ เหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เพื่อนของพ่อได้ยินเสียงเปรตร้องเพียงคนเดียว ผมกับพ่อไม่ได้ยิน

ผู้ที่เคยเห็นเปรต และมีผู้จดบันทึกไว้ก็คือ พระสังกิจจคุณวัดตรีทศเทพ เคยเล่าถวายสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ตามเรื่องว่า คราวหนึ่งเวลากลางคืน มีเสียงร้องดังอยู่สูง ๆ เสมอ คนข้างวัดและคนในวัดได้ยินด้วยกัน ฉะนั้นคืนหนึ่งพระสังกิจจคุณจึงชวนพระและคฤหัสถ์หลายคน ออกไปดูในบริเวณที่มีเสียงร้องนั้น ในชั้นต้นเสียงร้องดังอยู่สูง แล้วค่อย ๆ ต่ำลง ๆ จนเห็นเป็นคนยืนพิงต้นไม้อยู่ พระสังกิจจคุณหาว่าเป็นคนที่เคยอยู่ในวัดนั้น ชื่อคล้าย แต่ตายไปแล้ว เพราะลักไก่วัดกินเมื่อตายไปจึงเป็นเปรต

มีคนถามว่านางนากพระโขนงไม่ได้ทำผิดอะไร ทำไมจึงเป็นเปรตได้ ผมก็ตอบว่าเพราะนางมีใจผูกพัน (นี่ว่าตามนิยาย) เช่นเดียวกับนางวันทองถูกประหารชีวิตแล้ว แต่ใจยังผูกพันอยู่กับลูก ก็ไม่ไปผุดไปเกิด

“จะกล่าวถึงวันทองที่ต้องโทษ
พระองค์ทรงโปรดให้เข่นฆ่า
เมื่อขาดใจอาลัยถึงลูกยา
เวราพาเป็นอสุรกาย”

ครั้งหนึ่งพระไวยจะไปรบกับพวกมอญ เพราะได้ข่าวว่าขุนแผนถูกพวกมอญจับได้ นางวันทองเกรงว่าพระไวยจะเป็นอันตราย จึงแปลงเป็นสาววัย ๑๕ มาดักกลางทาง พระไวยไม่รู้ความจริงก็เข้าไปเกี้ยวพาราสี นางวันทองโกรธบอกให้รู้ว่าเป็นแม่ มาเตือนให้ระวังตัว

“ตัวเจ้าจะยกออกไปทัพ
น่าจะยับเยินย่อยถอยหนี
ศึกนี้หนักหนาสง่ามี
ไพรีเรี่ยวแรงจะรุกราน
รอรั้งระวังให้จงดี
จะเสียทีอย่าโหมเข้าหักหาญ
ว่าแล้วเผ่นโผนโจนทะยาน
เสียงสะท้านทั่วท้องพนาวัน
ศูนย์หายกลับกลายไปตามเพศ
เป็นเปรตสูงเยี่ยมเทียมสวรรค์
ไม่มีหัวตัวทะมื่นยืนยัน
เหียนหันหายวับไปกับตา”




 ในภาษาไทยนิยมเรียก “เปรต” ตามภาษาสันสกฤต แต่ในตำราภาษาบาลีใช้คำว่า “เปต” เรื่องราวของเปรตเราได้รับมาจากอินเดีย มีความหมายถึงสัตว์ที่เกิดในอบายภูมิพวกหนึ่ง หรือคนที่ตายไปแล้ว และมีที่อยู่เป็นสัดเป็นส่วน เพราะในตำนานกล่าวว่าที่ป่าหิมพานต์ มีเมืองชื่อวิชาตอยู่เหนือนรกขึ้นมา เมืองนี้เป็นที่อยู่แห่งเปรตทั้งหลาย แสดงว่า เปรตถูกแบ่งแยกออกจากผีธรรมดาทั่วไป มีเมืองอยู่โดยเฉพาะ มีเปรตชื่อมหิทธิกาเป็นอธิบดีปกครองเปรตทั้งหลาย ซึ่งมีจำนวนถึง ๑๒ พวกด้วยกัน และแต่ละพวกก็มีกรรม คือ การประพฤติการปฏิบัติอันมิชอบมิควรต่างกัน เมื่อตายจากมนุษย์ก็ถูกแยกประเภทให้ไปอยู่พวกนั้นพวกนี้ตามกรรมที่ทำไว้

เพื่อให้ทราบถึงลักษณะ และผลกรรมของเปรตแต่ละพวกว่าเป็นอย่างไร จะขอเก็บความจากเปตกถาในจารึกวัดพระเชตุพนฯ และในเรื่องสัตว์นรก และเปรตวิสัยของพระยาพจนสุนทร (เรือง อติเปรมานนท์) มาเล่าประกอบดังต่อไปนี้

๑. วันตาสาเปรต เป็นชื่อเปรตพวกหนึ่งที่มีร่างวิกล น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เป็นเปรตที่มีอาการกระหายน้ำอยู่เป็นนิตย์ และแม้จะอยู่กับน้ำก็ไม่ได้กินน้ำนั้นตามปรารถนา กลับได้กินแต่เสมหะ เหงื่อไคล น้ำมูก น้ำลาย ของผู้อื่นเป็นอาหาร หรือของเหลือเดนที่คนอื่นสำรอกทิ้งไว้

เหตุที่ต้องรับโทษกรรมดังนี้ ก็เพราะชาติก่อนที่เป็นมนุษย์ เป็นคนมักง่ายสกปรก เมื่อจัดหาอาหาร และน้ำถวายพระและพราหมณ์ผู้มีศีล ก็ล้วนแต่ของไม่สะอาดมีน้ำมูกน้ำลายปะปนระคนอยู่ หรือแม้แต่ถ่มเสลดน้ำลายลงในบริเวณพระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ พระพุทธปฏิมา ผู้ที่ทำอย่างนั้นตายไปย่อมไปเป็นวันตาสาเปรต

๒. กุณปขาทาเปรต เปรตพวกนี้กินซากศพเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นศพมนุษย์ ช้าง ม้า วัว ควาย และสุนัข เปรตเหล่านี้กินหมดทั้งนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะมีให้กินตลอดเวลา บางครั้งก็ได้กิน บางครั้งก็ไม่ได้กิน

เหตุที่ต้องมาเป็นเปรตพวกนี้ ก็เนื่องจากเมื่อครั้งเป็นมนุษย์มีนิสัยชอบแกล้งพระและพราหมณ์ผู้มีศีล ให้ฉันอาหารอันไม่สมควรฉัน เช่นเนื้อสัตว์ที่ต้องห้าม ได้แก่ เนื้อมนุษย์ เนื้อช้าง เนื้อม้า เนื้อสุนัข เนื้องู เนื้อสีห์ เนื้อเสือโคร่ง เนื้อเสือเหลือง เนื้อหมี เนื้อเสือดาว ผู้ใดแกล้งบังคับให้พระฉันเนื้อสัตว์เหล่านี้ เมื่อตายไปก็เป็นเปรต

๓. คูถขาฑาเปรต เป็นเปรตที่กินอุจจาระและปัสสาวะ หรือน้ำที่เจือปนด้วยสิ่งสกปรก เช่น น้ำครำ น้ำโคลน

ที่ต้องรับกรรมเช่นนี้ เพราะเมื่อเป็นมนุษย์ชอบแกล้งหรือบังคับให้พระบริโภคโภชนาหารที่เจือปนด้วยอุจจาระ ปัสสาวะ ของช้าง ม้า วัว ควาย

๔. อัคคีชาลมุขเปรต เป็นเปรตที่อยู่ที่ไหนก็แลเห็น เพราะมีเปลวเพลิงพลุ่งออกจากปากทั้งกลางวันกลางคืน มีแสงสว่างออกไปไกลถึง ๑ โยชน์ เป็นเปรตที่มีพลังงานความร้อนและแสงสว่าง จึงต้องรับทุกข์เวทนาร้อนปากอยู่ตลอดเวลา

เปรตพวกนี้เมื่อครั้งเป็นมนุษย์แกล้งบังคับให้พระบริโภคอาหารที่ร้อนเพื่อจะได้หัวเราะเล่นเป็นของสนุก จึงได้รับทุกข์ดังกล่าว

๕. สูจิมุขเปรต เป็นเปรตรูปประหลาด ท้องใหญ่ คอยาว ช่องปากเท่ารูเข็ม จะกินอะไรก็ไม่ได้ ต้องอาศัยช่องหูแทน ฉะนั้นเรื่องรสอาหารไม่ต้องพูดถึง และมีอาการระโหยหิวอยู่ตลอดเวลา

ที่ต้องรับทุกข์เช่นนี้ก็เพราะเคยเป็นเศรษฐี แต่ไม่เคยทำบุญทำทานถวายอาหารบิณฑบาต บริจาคโภชนาหารแก่ผู้ขัดสนอดอยาก ตัวเองไม่ทำแล้วยังยุให้คนอื่นไม่ทำตามด้วย

๖. ตัณหิกาเปรต เป็นเปรตที่มีความกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่มีโอกาสได้กิน เมื่อไปถึงสระน้ำหรือแม่น้ำซึ่งตามปรกติก็มีน้ำบริบูรณ์ พอเปรตนั้นจะกินก็กลับกลายเป็นน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นกองแกลบ ก็อดกิน

ทั้งนี้ก็เพราะในชาติก่อนเป็นคนรักษาบ่อน้ำ สระน้ำ แต่หวงน้ำไว้ไม่ให้พระสมณพราหมณ์ผู้มีศีลได้ฉันได้บริโภค มนุษย์และสัตว์ก็ห้ามไม่ให้เข้าไปดื่มกิน บาปกรรมจึงเป็นเช่นนี้

๗. สนิชฌามกาเปรต มีรูปร่างน่าเกลียด เปลือยกายผอมเห็นกระดูกซี่โครง มีกลิ่นเหม็น มือ และเท้าหงิก มีเขี้ยวงอกออกมาจากปาก ตาทั้งสองข้างถลนออกมาดังตาปู มีความอยากข้าวและอยากน้ำอยู่เป็นนิตย์ แต่ได้กินเพียงขนสัตว์และเล็บสัตว์เท่านั้น

เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ไม่มีความเลื่อมใสในพระศาสนา เป็นคนใจบาป ขณะที่พระสมณพราหมณ์ผู้มีศีล และพระพุทธเจ้ากำลังมีโรคาพาธได้รับความลำบากเวทนาอยู่นั้น คนพวกนี้กลับพากันหัวเราะเยาะเย้ยหยัน ทำท่าทางหลอกล้อ กล่าววาจาขู่ตะคอก ผลกรรมจึงทำให้มาเป็นเปรตพวกนี้

๘. สัตถังคาเปรต พวกนี้มีเล็บมือ เล็บเท้ายาวคมดังอาวุธ บางพวกมีเล็บมือ เล็บเท้าคล้ายเบ็ด เมื่อมีความหิวกระหายเกิดขึ้นก็ใช้เล็บมือเล็บเท้าตะกุยร่างกาย แคะควักเอาเนื้อและเลือดของตนกินเป็นอาหาร

เวรกรรมอันนี้เนื่องจากเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เป็นคนดุร้าย ชอบหยิกข่วนคนทั้งหลายด้วยเล็บ บางทีก็เฆี่ยนตีคนอื่นด้วยหวายทำให้เกิดแผลมีเลือดไหลไปทั้งตัว

๙. ปัพพตังคาเปรต มีร่างกายดุจภูเขาที่ไฟไหม้อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน หาความสุขมิได้

เหตุด้วยเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ เป็นคนชอบเผาบ้านเรือน เผาเมือง เผาวิหารที่อยู่ของพระและผู้มีศีลทั้งหลาย

๑๐. อชครังคาเปรต มีร่างกายคล้ายงูเหลือมที่ถูกไฟเผาอยู่ บางทีไฟเกิดขึ้นแต่หัวไปถึงปลายหาง บางครั้งไฟก็เกิดแต่ปลายหางขึ้นมาถึงหัว บางครั้งไฟก็เกิดแต่หัวและปลายหาง แล้วลามเข้ามาบรรจบกันที่กลางตัว เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล

เหตุด้วยครั้งเป็นมนุษย์ ชอบทำรูปงูเหลือมหลอกคนให้ตกใจ หรือทำเป็นรูปสัตว์ร้ายต่าง ๆ ให้คนหนีละทิ้งบ้านเรือนไป แล้วขึ้นเก็บทรัพย์สินเงินทอง เผาบ้านเรือน

๑๑. เวมานิกะเปรต พวกนี้มีวิมานอยู่ แต่มีความสุขเป็นบางครั้งบางคราว บางทีกลางวันอยู่ในวิมาน ส่วนกลางคืนไปรับทุกขเวทนาในที่ของเปรต บางทีมีความสุขอยู่ในวิมานครึ่งเดือน อยู่ในที่ของเปรตครึ่งเดือน

เหตุด้วยเมื่อเป็นมนุษย์ มีใจศรัทธาทำบุญบริจาคทาน แต่ก็ยังไม่ละความชั่ว ยังประพฤติทุจริตคิดมิชอบอยู่เนือง ๆ

๑๒. มหิทธิกาเปรต เป็นพวกที่มีรูปร่างงดงาม เป็นใหญ่กว่าเปรตทั้งหลาย ๑๑ พวกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ดูตามสภาพแล้วเหมือนมีโภคสมบัติบริบูรณ์ แต่ความจริงมีความอดอยากโหยหิว บางครั้งแสวงหาอาหารมาได้ ครั้นจะบริโภคอาหารนั้นกลับกลายเป็นสิ่งบูดเน่า เป็นอุจจาระ ปัสสาวะ เมื่อมีความหิวก็จำต้องบริโภค

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเคยเกิดเป็นกษัตริย์ เป็นมเหสี เป็นมุขมนตรี เป็นพราหมณมหาศาล เป็นเศรษฐีใหญ่ เป็นภิกษุสามเณรที่เคยตั้งตนเป็นหัวหน้าชักชวนคนให้สร้างวิหาร กุฎี อุทิศถวายต่อสงฆ์ แล้วมอบช้าง ม้า วัว ควาย ข้าทาสให้อยู่ดูแลรักษาอาราม แล้วต่อมาภายหลังกลับนำเอาของสงฆ์เหล่านั้นมาใช้สอยเสียเองบ้าง ให้คนอื่นบ้าง

 



เปรตดังกล่าวมานั้นเรียกว่าเปรตมีนาย มีหัวหน้าควบคุมให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ส่วนเปรตไม่มีนาย คือพวกที่มีอกุศลกรรมน้อย พวกนี้จะไปเที่ยวที่ใดก็ได้ตามอัธยาศัย มีตัวอย่างเปรตที่เป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสาร ต้องเป็นเปรตได้รับทุกข์ทรมานมาช้านานหลายกัลป์ จนถึงสมัยพระโคดมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ และญาติคนหนึ่งของเปรตเหล่านั้นได้มาบังเกิดเป็นกษัตริย์ มีพระนามว่า พระเจ้าพิมพิสาร

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จจาริกมายังเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ที่เป็นบริวาร ได้ตรัสเทศนาโปรดพระเจ้าพิมพิสาร และในครั้งนั้นพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธองค์ และพระสงฆ์ บรรดาเปรตที่เป็นญาติก็พากันมาเพื่อจะรับส่วนบุญ แต่ในเวลานั้นพระเจ้าพิมพิสาร กำลังทรงตรึกตรองถึงการที่จะสร้างมหาวิหาร ถวายพระพุทธเจ้า จึงมิได้ทรงอุทิศแผ่ส่วนกุศล ในการถวายมหาทานนั้นแก่ผู้ใด เมื่อเปรตมิได้รับส่วนบุญตามที่ตั้งใจไว้ ตกกลางคืนก็พากันส่งเสียงร้องครวญคราง ดังเข้าไปถึงภายในพระราชนิเวศน์

พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับเสียงกรี๊ด หวีดหวิวของพวกเปรตก็ตกพระทัยว่า จะมีเหตุอันใดเกิดขึ้นแก่พระองค์ ครั้นรุ่งเช้าจึงเสด็จไปเฝ้าทูลถามพระศาสดาว่า เสียงที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลประการใด พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงเหตุให้ทรงทราบ พระเจ้าพิมพิสารจึงถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประธาน ในโอกาสนั้นได้ทรงบันดาลด้วยพุทธานุภาพให้เปรตทั้งหลายที่มาชุมนุม ให้ปรากฏตัวแก่พระเนตรพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงถวายน้ำทักษิโณทก อุทิศส่วนบุญแก่เปรตที่เป็นญาติ ในขณะนั้น สระโบกขรณีที่มีน้ำเย็นใสก็ปรากฏแก่เปรตเหล่านั้น ได้อาบกินมีความสดชื่น ร่างกายที่ผ่ายผอมไม่ผ่องใส ก็กลับงามบริสุทธิ์ดังสีทอง พ้นจากทุกข์ไม่เป็นเปรตอีกต่อไป

ถ้าพิจารณาตามตำนานพระพุทธศาสนาจะพบว่าเปรตมีอยู่สองแห่ง คือ ที่อรัญประเทศเหนือป่าหิมพานต์ ชื่อวัชฌาตะนคร หรือที่ในบางแห่งเรียกว่า วิชาต อยู่เหนือนรกขึ้นมา ดังได้กล่าวมาแล้วนั้นแห่งหนึ่ง กับบริเวณรอบเมืองราชคฤห์ดังปรากฏใน ไตรภูมิพระร่วง ตอนหนึ่งว่า “ภายนอกเมืองราชคฤห์นั้น มีถิ่นฐานบ้านเมืองฝูงเปรตอยู่แห่งนั้นเรียกว่า เปรตยมโลกย์ แลมีฝูงเปรตอยู่มากมายนักหนา และเปรตลางจำพวกอยู่ในกลางสมุทร เปรตลางจำพวกอยู่เหนือเขา เปรตลางจำพวกอยู่กลางเขา”

แม้ในคัมภีร์ต่าง ๆ ก็ได้กล่าวไว้ว่า ในแว่นแคว้นกรุงราชคฤห์นั้น มียักษ์และปิศาจเปรตอสุรกายมาก เช่นในคัมภีร์พระธรรมบท และในวินีตวัตถุแห่งจตุตถปาราชิก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ว่า พระมหาโมคคัลลาน์ และพระลักขณะเถระอยู่ที่เขาคิชฌกูฏ เพลาเช้าถือบาตรลงจากเขาเพื่อจะเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระโมคคัลลาน์ได้เห็นเปรตมีรูปร่างสัณฐานต่าง ๆ มีเปรตงูเหลือม และเปรต กา เป็นต้น

ในคัมภีร์ ไตรโลกวินิจฉัย กล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารเสด็จออกไปทอดพระเนตรภายนอกพระนคร ได้ทอดพระเนตรเห็นนักโทษที่ถูกเสียบไว้ทั้งเป็น ก็ทรงสังเวชในพระทัย เมื่อนักโทษแลเห็นพระองค์เสด็จมาแต่ไกล ก็ร้องทูลขอรับพระราชทานพระกระยาหารที่จะเสวยในวันนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงรับว่าจะให้คนนำมาพระราชทาน แล้วก็เสด็จกลับเข้าสู่พระนคร

ครั้นถึงเพลาเย็นเสด็จเข้าสู่ที่เสวย ทรงระลึกถึงคำที่ทรงรับไว้กับนักโทษขึ้นมาได้ จึงมีพระราชโองการให้หาคนกล้ามานำเครื่องเสวยออกไปพระราชทานแก่นักโทษ ปรากฏว่าหาคนกล้าไม่ได้ ที่ต้องหาคนกล้าก็เพราะเมืองราชคฤห์มีผีร้าย มีพวกเปรตล้อมอยู่โดยรอบ เมื่อถึงเวลาโพล้เพล้สิ้นแสงตะวันแล้ว ลำพังคนสองคนก็ไม่มีใครกล้าโผล่ออกนอกกำแพงเมือง เรียกว่าคนเมืองราชคฤห์กลัวผีกันทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าพิมพิสารก็ต้องทรงหาคนนำพระกระยาหารไปให้นักโทษให้จงได้ ในที่สุดมีรับสั่งให้ตีกลองร้องป่าวแก่ชาวราชคฤห์ว่า ถ้าผู้ใดอาสานำเครื่องเสวยออกไปให้นักโทษได้ในค่ำวันนี้ ก็ให้ผู้นั้นมารับเงินรางวัลพันตำลึงได้ทันที ในที่สุดภรรยาเศรษฐีคนหนึ่งรับอาสาไปทำได้สำเร็จ

เรื่องนี้แสดงว่าคนเมืองราชคฤห์กลัวเปรตกันมาก ส่วนเมืองไทยไม่ว่ายุคใดสมัยใด ยังไม่เคยมีเรื่องเปรตทำให้คนหวาดกลัว และเห็นจะเป็นเพราะไม่มีเปรตให้เห็นนั่นเอง จึงมีคนทำเป็นเปรตขึ้นแทน แต่ก็ไม่เหมือนเปรตในตำนานที่กล่าวมาข้างต้น คนปัจจุบันถึงจะมีความรู้สูง หากยังมีความกลัวอยู่ก็หลงเชื่อ มีกลอนบทหนึ่งแต่งไว้เตือนสติว่า “ผีหลอกคนช่างผีตามทีมัน คนเหมือนกันหลอกกันเองน่าเกรงกลัว” คนในที่นึ้รวมถึงพระด้วย พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) ได้กล่าวเตือนพระไว้ว่า

“ผีที่ไหนเคยหลอกพระ มีแต่พระนั่นแหละหลอกผี และตั้งกระบวนการหลอกผีเป็นการใหญ่เสียด้วย คิดดูให้ดีนะ วัตถุสิ่งของที่ชาวบ้านเขาเอามาบริจาคทำบุญนั้น แทบทั้งหมดล้วนทำเพื่ออุทิศส่งไปให้ผีทั้งนั้น ผีพ่อแม่ปู่ย่าตายายพี่น้องเขา แล้วพระเราเล่าประพฤติตนเหมาะสมแล้วหรือ มีคุณธรรมอะไรบ้างที่จะส่งผลให้ถึงผีได้…ระวังอย่ามาเป็นพระหลอกผี”

สารบัญ นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 185 กรกฎาคม 2543

บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #83 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 02:15:22 AM »

ภาพชุกผีปีศาจของ"เหม เวชกร" อีกสักชุด

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2018, 02:23:01 AM โดย cyborg0011 » บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #84 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 02:30:50 AM »

บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #85 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 02:32:50 AM »



ปิดท้ายด้วยเจ้าแห่งเรื่องผีๆ
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5881


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #86 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 09:09:12 AM »

ภาพจริง แร้งวัดสระเกศ  โอ้..โฮ...เคยได้ยินแต่เขาพูดกัน แร้งวัดสระเกศ
แต่ไม่เคยเห็นภาพ บ๊ะ...ทำไมมันตัวใหญ่ขนาดนั้นฟ่ะนั่น มันลงมาจิกกินซากศพเหรอนั่น
  เห็นสภาพศพแล้วก็ต้องทำใจ ทำสมาธิ นี่แหละ วัฎฎสงสารของมนุษย์ หรือ สัตว์โลก
ที่ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย  แต่เมื่อตายแล้วสภาพของร่างกายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
  บางคนก็ดูเถอะ ต้องโยนให้แร้ง กา กิน   เฮ้ออออออ
     ก็จะถามต่อไปว่า...แล้ว แร้งวัดสระเกศ ตัวบักเอ๊ก นั่น มันหายไปไหนหมดตั้งแต่เมื่อไร
พอทราบเรื่องราวไม๊ครับ  แล้วเหตุใดเจ้าแร้ง เมื่อก่อนจึงมาอยู่รวมกันมากมาย ณ วัดสระเกศ 
เห็นแล้วไม่อยากเดินเข้าไปตรงฝูงมันเลย ถ้ามันบินมารุมจิก ตี หลาย ๆ ตัวพร้อมกันก็อยาก
ที่จะต่อกรกับมันอยู่นา  5555

บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5881


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #87 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 09:14:28 AM »

   เพิ่งเห็นภาพของ ครูเหม เวชกร เกี่ยวกับผี ๆ มาก ๆ ก็วันนี้เอง อิอิ
ภาพแต่ละภาพ ถ้านั่งมองและนึกถึงเหตุการณ์จริง ๆ ก็น่าวิ่งหรือขนลุกเอาเรื่องทีเดียว

    โดยเฉพาะ ศาลาทางเปลี่ยว  นั่น ถ้าผมเดินเข้าไปแล้วพวกที่ศาลายกมือโตขนาดนั้น
ก็วิ่งกันหางจุกตูด เอ้ยยยย ป่าราบบบบบกันล่ะ  5555
    ส่วน ไปฝังศพ  ผมเห็นศาลาวัดเก่าๆ แบบนั้น ผมก็ไม่อยากเดินผ่านแล้ววววว เลี่ยงไปทางอื่นดีกว่า  อิอิ

บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5881


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #88 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 09:17:32 AM »

  การ์ตูนไทย 1 บาท ปกโดย ติ๋ว หรือ เจิด มหาเกตุ  ใช่ไม๊
ปกสวยจริง ๆ เนื้อในคงสวยน่าดู  ผมเองไม่ค่อยมีปกการ์ตูน
หรือ เรื่องดี ๆ ของ ติ๋ว หรือ เจิด เลยก็ว่าได้ นับเล่มได้เลย
เห็น 2 ปกนี่แล้ววววว งามจับใจ
    ขอบคุณมากครับป๋า cybrog0011 ที่มาช่วยกันให้ Kamoman.com
ครึกครื้นและมีหนังสือเป็นข้อมูลมากขึ้น
   
--------------------------------
กลัวอย่างเดียว เจ้าโม่ เจ้าของค่าย จะมีเนื้อที่ไม่พอรองรับนะซี่....

   
บันทึกการเข้า
cyborg0011
Administrator
สมาชิกระดับ Super VIP
***************

พลังน้ำใจ +0/-1
กระทู้: 14883


อีเมล์
« ตอบ #89 เมื่อ: มิถุนายน 02, 2018, 11:04:32 PM »

ภาพจริง แร้งวัดสระเกศ  โอ้..โฮ...เคยได้ยินแต่เขาพูดกัน แร้งวัดสระเกศ
แต่ไม่เคยเห็นภาพ บ๊ะ...ทำไมมันตัวใหญ่ขนาดนั้นฟ่ะนั่น มันลงมาจิกกินซากศพเหรอนั่น
  เห็นสภาพศพแล้วก็ต้องทำใจ ทำสมาธิ นี่แหละ วัฎฎสงสารของมนุษย์ หรือ สัตว์โลก
ที่ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย  แต่เมื่อตายแล้วสภาพของร่างกายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
  บางคนก็ดูเถอะ ต้องโยนให้แร้ง กา กิน   เฮ้ออออออ
     ก็จะถามต่อไปว่า...แล้ว แร้งวัดสระเกศ ตัวบักเอ๊ก นั่น มันหายไปไหนหมดตั้งแต่เมื่อไร
พอทราบเรื่องราวไม๊ครับ  แล้วเหตุใดเจ้าแร้ง เมื่อก่อนจึงมาอยู่รวมกันมากมาย ณ วัดสระเกศ 
เห็นแล้วไม่อยากเดินเข้าไปตรงฝูงมันเลย ถ้ามันบินมารุมจิก ตี หลาย ๆ ตัวพร้อมกันก็อยาก
ที่จะต่อกรกับมันอยู่นา  5555

"แร้งวัดสระเกศ" เป็นเรื่องที่ร่ำลือระบือลั่นกัน เมื่อฝูงแร้งมากมายแห่มาลงกินซากศพ ที่กองอยู่เป็นภูเขาเลากาข้างภูเขาทอง นับเป็นภาพที่อุจาดต่อสายตา และน่าสยดสยองอย่างมากต่อผู้พบเห็น ซากศพคนตายเหล่านั้นตายด้วยอหิวาตกโรค ทิ้งเกลื่อนกลาด ที่วัดสระเกศ มีแร้งจิกกิน จนกระดูกขาวโพลน
ในสมัย รัชกาลที่ 2 พ.ศ. 2363 เกิดโรคห่าระบาดอย่างหนัก ในมหานครขณะนั้น ยังไม่มีวิธีรักษาและรู้จักการป้องกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงใช้วิธีให้กำลังใจ โปรดฯให้ตั้งพิธีขับไล่โรคนี้ขึ้นเรียกว่า "พิธีอาพาธพินาศ" โดยจัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีการยิงปืนใหญ่รอบพระนครตลอดคืน อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบรมสารีริกธาตุออกแห่ มีพระราชาคณะโปรยนัำพระพุทธมนต์ตลอดทาง ทรงทำบุญเลี้ยงพระ โปรดให้ปล่อยปลาปล่อยสัตว์ และประกาศไม่ให้ประชาชนฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อยู่กันแต่ในบ้าน
กระนั้นก็ยังมีคนตายเพราะอหิวาต์ประมาณ 3 หมื่นคน ศพกองอยู่ตามวัดเป็นภูเขาเลากาด้วยฝังและเผาไม่ทัน บ้างก็แอบเอาศพทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองในเวลากลางคืน จึงมีศพลอยเกลื่อนกลาดไปหมด ประชาชนต่างอพยพหนีออกไปจากเมืองด้วยความกลัว พระสงฆ์ทิ้งวัด งานของราชการ และธุรกิจทั้งหลายต้องหยุดชะงัก เพราะผู้คนถ้าไม่หนีไปก็มีภาระในการดูแลคนป่วย และจัดการกับศพของญาติมิตร ในเวลานั้น วัดสระเกศมักมีแร้งจำนวนร้อยมาชุมนุนกินซากศพอยู่ ด้วยมักมีศพผู้ยากไร้ที่ไม่มีปัญญาเผาศำนักโทษถูกนำมาทิ้งโดยออกมาทางประตูผี
ห่าลงปีระกา ปี 2392
ในปี พ.ศ. 2392 อหิวาต์ก็ระบาดหนักอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ปีนังก่อน แล้วแพร่ระบาดมาจนถึงกรุงเทพฯ เรียกกันว่า “ห่าลงปีระกา” ในระยะเวลาช่วง 1 เดือน ที่เริ่มระบาดมีผู้เสียชีวิตถึง 15,000–20,000 คน และตลอดฤดูตายถึง 40,000 คน
เจ้าฟ้ามงกุฏฯ (คือ รัชกาลที่ 4) ซึ่งขณะนั้นยังดำรงเพศบรรพชิตเป็นพระราชาคณะ ได้ทรงบัญชาให้วัดสามวัด คือ วัดสระเกศ วัดบางลำพู (วัดสังเวชวิศยาราม) และวัดตีนเลน (วัดเชิงเลน หรือวัดบพิตรพิมุข) เป็นสถานที่สำหรับเผาศพ
แต่ก็เผาศพไม่ทัน.. มีศพที่นำมาเผาสูงสุด ถึงวันละ 696 ศพ แต่กระนั้น ศพที่เผาไม่ทัน ก็ถูกกองสุมกันอยู่ตามวัด โดยเฉพาะวัดสระเกศ มีศพส่งไปไว้มากที่สุด ทำให้ฝูงแร้งแห่งไปลงทึ้งกินซากศพ ตามลานวัด บนต้นไม้ บนกำแพง และหลังคากุฏิเต็มไปด้วยแร้ง แม้เจ้าหน้าที่จะถือไม้คอยไล่ก็ไม่อาจกั้นฝูงแร้ง ที่จ้องเข้ามารุมทึ้งซากศพอย่างหิวกระจายได้ และจิกกินซากศพ จนเห็นกระดูกขาวโพลน พฤติกรรมของ “แร้งวัดสระเกศ” ที่น่าสยดสยองจึงเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่ว



ประตูผี พระนครฯ
“ตำบลประตูผี เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อให้เป็นมงคลว่า ตำบลสำราญราษฎร์ แต่ความหมายก็อยู่ดังเดิม คือประตูเมืองเก่าที่ทะลุกำแพงเมืองตรงนี้ชื่อประตูผี เป็นทางที่นำศพคนตายในเมืองออกไปทำศพกันนอกเมือง เพราะสมัยโนัน สร้างเมืองใหม่ๆต้องการความเป็นมงคล ไม่มีการนำศพทำเมรุกันในกำแพงเมือง เว้นแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินและพระศพเจ้านายใหญ่ๆ โตๆ เท่านั้น
ประตูผีนี้จึงมีชื่อตายตัวเป็นกฎว่าใครนำศพคนตายออกประตูเมืองด้านอื่นๆ มิได้ ต้องออกแต่ประตูนี้โดยจำกัด
แม้จะเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า สำราญราษฎร์ ก็ยังมีความหมายเดิมนั่นเอง หมายถึงว่าราษฎรมีความสุขแล้ว และคนที่สุขที่สุดก็คือคนตายแล้ว เป็นผู้หมดห่วง หมดกังวล สำราญจริงๆ จึงมาออกประตูนี้
และวัดที่ใกล้ที่สุดในสมัยโน้น ก็คือ วัดสระเกศ … พอออกจากประตูผีข้ามสะพานลงมา ก็เข้าวัดสระเกศสู่ลานป่าช้าที่ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ นับแต่ลงสะพานสำราญราษฎร์ก็เป็นพื้นที่ป่าช้าแท้ๆ จรดสะพานแม้นศรี อีกด้านหนึ่งไปจรดบ้านบาตร เป็นป่าช้าที่กว้างใหญ่ ไม่เหมือนป่าช้าตามวัดต่างๆ เดี๋ยวนี้ … ที่ป่าช้าอยู่ติดกับบ้านคน หรือป้าช้ามีวัดละนิดเดียว
คำว่า ป่าช้าของสมัยก่อนนั้น เป็นสถานที่สงัดเงียบวังเวงไม่ใกล้ใคร ห่างผู้ห่างคนจริงๆ เป็นแดนของคนตายแล้ว ไม่ใช่แดนคนมีชีวิตจะไปปะปน”

ข้อมูลจาก หนังสือชุดภูตผีปิศาจไทย ของครูเหม เวชกร ลำดับที่ 4 เล่ม”ผู้มาจากเมืองมืด” ตอน ประตูผี (ต้นฉบับค้นพบใหม่ตอนปี 2546 ในวาระครบรอบร้อยปีชาตะกาลครูเหม เวชกรพอดี)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 02, 2018, 11:07:01 PM โดย cyborg0011 » บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 4 5 [6] 7 8
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!