Kamoman.com
มิถุนายน 19, 2019, 03:49:13 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 ... 32
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: หิรัญ อยู่สุภาพ แดน สนธยา และ แดน ดรุณ คนบ้านทุ่งบ้านนา นครสวรรค์  (อ่าน 24237 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #270 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2015, 11:48:15 AM »

ลุงสุข คนนี้ จะเป็นคนที่แข็งแรงมากสมัยหนุ่ม ๆ และมีความเชี่ยวชาญ
ในการ  ทำคันนา ที่เสื่อมหรือเหลือคันนาน้อยลงกว่าปกติ
ลุงสุขจะรับขุดดินจากท้องนามาแปะ มาโปะ ให้เป็นรูปคันนาขนาดดใหญ่น้อยตามแต่เจ้าของนา
ต้องการ  โดยได้ค่าแรงต่อวันประมาณสัก 50-100 บาท
    ลุงสุขภาพที่ผมถ่ายภาพมานี้ อยู่ในช่วงที่แก
มีอายุ 60 กว่าปีแล้ว และกำลังการทำคันนาก็ลดน้อยถอยลง  แต่สำหรับแม่ผมแล้ว
ที่ไหว้วานให้ลุงสุขมาช่วยยกคันนา หรือ ทำคันนา ให้ แกจะมาทำให้ทันที


บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #271 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2015, 11:53:07 AM »

  2 ภาพนี้ ผมถ่ายไว้เมื่อประมาณสักปี 2525 ตอนกลับไปบ้านที่ อ.ลาดยาว
ก่อนเข้าบ้านเห็นแกกำลังทำคันนาอยู่เลยไปถ่ายแกเก็บไว้ และคุยกับลุงสุขไปด้วย
  เสียดาย ที่เมื่อก่อนถ่ายภาพแกไว้แค่ 2 ภาพ เพราะเป็นกล้องระบบฟิล์ม
มี 36 รูป  ถ้าเป็นรุ่นดิจิตอล ผมคงถ่ายภาพแบบนี้ไว้ไม่ต่ำกว่า 30 - 50 ภาพ
    เพราะอาชีพและการทำคันนา หรือ ยกคันนาแบบนี้
ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ส่วนใหญ่ใช้รถแทรกเตอร์ หรือ รถไถ ดันดินจากท้องนา มาเป็นคันนา
ไม่นานก็ได้คันนาที่ยาว ๆ ใช้สำหรับเดินไปตามท้องนาเหมือนกัน
      เฮ้อ....บรรยากาศแบบนี้ ไม่มี และไม่ได้เห็นอีกแล้ววววว
      ปัจจุบันลุงสุขเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว ถ้าจำไม่ผิด น่าจะปี 2535
หรือไงนี่แหละ ด้วยในประมาณ 80 ปี
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #272 เมื่อ: ธันวาคม 27, 2015, 11:57:20 AM »

  เหลือไว้เพียงสองภาพเท่านั้น ที่จะเห็นความเป็นตัวตนของ
คนที่ชื่อ  "ลุงสุข"
    อ้อ...ไหน ๆ ก็พูดถึงลุงสุขแล้ว ตอนหลังแกมาได้เมียใหม่
ตอนอายุของแกประมาณ 55 ปี มีลูกหญิง ลูกชาย 2 คน
เมียคนแรกไม่มีลูก  ปัจจุบันลูกชาย ลูกสาวของแกทั้งสองคน
ไม่รู้ว่าไปทำมาหากินอยู่ที่ไหน ยังอยู่ที่หมู่บ้านดอนพลอง เลย
บ้านวังเมืองผมไปหรือปล่าว
    เมื่อก่อนเด็กสองคนนี้ ผมกลับจากกรุงเทพ
จะหาหนังสือและขนมต่าง ๆ  ไปฝากเสมอ แต่เมื่อเขาเติบใหญ่มาแล้ว
ผมก็ห่างเขาไปเลย
บันทึกการเข้า
wanchai-555
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +0/-0
กระทู้: 841



อีเมล์
« ตอบ #273 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2015, 09:43:41 AM »

ตอนเด็กๆพอปิดเทอม แม่จะพาผมไปอยู่ที่ตะพานหินเป็นเดือนๆ
ได้ยิงนกตกปลา,หาหอย,เลี้ยงควายเล่น,น้ำกินท่า,เล่นซ่อนหา
กับพวกเด็กๆด้วยกันทุกๆวัน เปิดเทอมไม่อยากกลับกทม.เลย

อ่านชีวิตหลวงหิรัญฯแล้วคิดถึงวัยเด็กจัง.. 
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #274 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2015, 05:41:55 PM »

 หาหอย   พอรู้ พอทราบ
 น้ำกินท่า   อันนี้ ไม่เข้าใจ เป็นอย่างไร
   ส่วนผมต้องเติม หาแห้ว กลางทุ่งนา ไปด้วย อิอิ
 เล่นซ่อนหา   บ้านผมเรียก   แอ็ดสะไพ
    ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมเรียกอย่างนั้น
บันทึกการเข้า
wanchai-555
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +0/-0
กระทู้: 841



อีเมล์
« ตอบ #275 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2015, 06:16:46 PM »

บ้านผมก็เรียกแอ็ดสะไพเหมือนกัน
"กินท่า"คือริมตลิ่งครับ

"อ้าว!ไอ้วันมึงทำไมไม่ใส่รองเท้า"
"เออ!ข้ามเรือมาจากฟากกะโน้น สงสัยจะลืมไว้ที่กินท่า"
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #276 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2015, 09:30:48 PM »

  555 "น้ำกินท่า" คือ "ริ่มตลิ่ง"
เป็นคำใหม่ในความเก่าที่ต้องจดจำไว้ทีเดียวเชียว
  พอดีบ้านผมมีแต่ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าในไร่
แม่น้ำสแกกรังที่ไหลผ่านหมู่บ้านวังเมือง วังม้า ก็อยู่ห่างไกล
สักสองกิโลเมตรได้ จึงไม่ค่อยได้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำสายนี้ที่คดเคี้ยวไปมา
จนไปโผล่ที่อุทัยธานี
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #277 เมื่อ: ธันวาคม 28, 2015, 09:36:04 PM »

  ลองไล่ดูในกระทู้ เหมือนภาพ "การลอมข้าว"
ภาพนี้จะยังไม่ได้ลงให้ดูนะ...เป็นภาพของสองพี่น้อง
ที่ชื่อสมศักดิ์ และ นายอ๊อด  ช่วยกันลอมข้าวฟ่อนขึ้นเป็นลอมข้าวสูง ๆ
 จึงขอลงไว้เพื่อบันทึกไว้ในความทรงจำ ของคนบ้านนอก ที่เคยอยู่
เคยเห็น เคยทำตอนสมัยเด็ก ๆ
    มาในปัจจุบันการลอมข้าวแบบนี้แทบไม่มีให้เห็นกันแล้ววว


บันทึกการเข้า
toranong
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #278 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 10:00:27 AM »

  555 "น้ำกินท่า" คือ "ริ่มตลิ่ง"
เป็นคำใหม่ในความเก่าที่ต้องจดจำไว้ทีเดียวเชียว
  พอดีบ้านผมมีแต่ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ป่าในไร่
แม่น้ำสแกกรังที่ไหลผ่านหมู่บ้านวังเมือง วังม้า ก็อยู่ห่างไกล
สักสองกิโลเมตรได้ จึงไม่ค่อยได้ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำสายนี้ที่คดเคี้ยวไปมา
จนไปโผล่ที่อุทัยธานี

กินท่า  คนเมืองสี่แคว  นิยมเรียก  ตีนท่า   ท่าก็คงเข้าใจกัน   ท่าน้ำ นั้นเอง  หรือ  ท่าเรือ  ตีนท่า  ก็คือ ริมตลิ่ง ครับ

ซ่อนหา  เรียก  เอ็ดสะไพ  คนกรุงเรียก บอลลูน  คนปากน้ำโพ เรียก เตย   ทอดมัน เรียก ปลาเห็ด   ลูกชิด  เรียก ลูกจาก  เป็นภาษาท้องถิ่นครับ

นครสวรรค์หรือปากน้ำโพ  น่าจะภาคเหนือตอนล่าง  เห็นเพื่อนที่อยู่พิษโลก ก็เรียก เอ็ดสะไพ  เพื่อนอยู่แถวบรรพตพิสัย  ก็อีกอย่าง  เพราะมีลาวผสม

เป็นอะไรที่น่าสนใจ จังหวัดเดียวกัน ยังเรียกไม่เหมือนกัน
บันทึกการเข้า
laohoo
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #279 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 11:06:30 AM »

บ้านผมก็เรียกแอ็ดสะไพเหมือนกัน
"กินท่า"คือริมตลิ่งครับ

"อ้าว!ไอ้วันมึงทำไมไม่ใส่รองเท้า"
"เออ!ข้ามเรือมาจากฟากกะโน้น สงสัยจะลืมไว้ที่กินท่า"


คนไทยจำนวนมาก ออกเสียง ต.เต่า เป็น ก.ไก่
คงเพราะสะดวกปากดี

เช่น ตรอก เป็น กอก , ไตร เป็น ไก
แต่ก็เปลี่ยนเฉพาะภาษาพูด
ส่วนภาษาเขียนยังคงรูปเดิม

มีคำๆหนึ่งที่เปลี่ยนจาก ต.เต่า เป็น ก.ไก่
ทั้งในภาษาพูดและภาษาเขียน
ไม่มีทางหวนกลับมาอีก
 
คือคำว่า 'กรรไตร' ที่กลายเป็น 'กรรไกร' ในปัจจุบัน



บันทึกการเข้า
toontoon
สาวกกาโม่แมน ชำนาญการพิเศษ
****

พลังน้ำใจ +0/-0
กระทู้: 146


อีเมล์
« ตอบ #280 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 11:20:44 AM »

ผมมีข้อสงสัยถามป๋าแดนครับ

คือ อาวุธกระบองสองท่อน ที่บรู๊ซลีใช้ต่อสู้

ผมเคยอ่านเจอในหนังสือกังฟูของคุณอาไพบูลย์ วงศรี

กระบองสองท่อน เป็นอุปกรณ์ทำนาของชาวนาจีน และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ฟาดฟ่อนข้าว

เรียกว่า นูนชัก (นันจากุ-ญี่ปุ่น)

ป๋าแดนเคยใช้อุปกรณ์นี้ไหมครับ???

 
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #281 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 05:45:16 PM »

  "กระบองสองท่าน" 
แบบที่ บรู๊ซลี  ใช้ต่อสู้กับเหล่าร้ายนั้น
  ที่บ้านผมไม่ใช้ครับ เวลานวดข้าว
  แต่เห็นรูปใน อสท. ทางอีสานหรือไงนี่แหละ
 เขาใช้กระบองสองท่าน มัดหรือพันกับฟ่อนข้าว
แล้วทุบไปกับพื้นดิน เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดมาจากฟ่อนข้าว
   แต่บ้านผมไม่ใช้ บ้านผมเอาลงจากลอมข้าวแล้วใช้ควาย
หรือรถไถที่ไปจ้างคนอื่นมาขับวนรอบกองข้าว ย่ำไปเรื่อย ๆ
จนเห็นว่า....
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #282 เมื่อ: ธันวาคม 30, 2015, 05:49:28 PM »

  เมล็ดข้าวร่วงหล่นลงสู่ลานข้าวหมดแล้ว
จึงค่อย ๆ สงฟางข้าวออก แล้วนำเมล็ดข้าวไปสีหรือฝัดข้าว
อีกครั้ง เพื่อให้เศษฟางปลิวออกไป เหลือแต่เมล็ดข้าวเปลือกที่ดี
และมีน้ำหนัก
   "กระบองนวดข้าว"  แถวบ้านผมไม่มีใช้ดังที่กล่าวมาแล้ว
   
   ------------
    เครื่องฝัดข้าว และ ขอฉาย  วันหน้าจะหารูปมาให้ดูนะครับ อิอิ
บันทึกการเข้า
toranong
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #283 เมื่อ: ธันวาคม 31, 2015, 08:34:53 AM »

ครับ   ทางอีสานใช้กระบองอย่างที่ว่านะแหละครับ   แต่ภาษาที่เรียก  เรียก กริยานี้  ว่า  ฟาดข้าว  ครับ
บันทึกการเข้า
Dan Darun
คิดและตั้งใจทำสิ่งดี ๆ ให้ชีวิตและสังคม
สมาชิกระดับ Super VIP
********************

พลังน้ำใจ +2/-0
กระทู้: 5646


pavadol.y@soc.go.th
อีเมล์
« ตอบ #284 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 08, 2016, 04:40:19 PM »

   หายยยยยปายยยย 1 เดือน กับ 8 วัน
ที่ไม่ได้เข้ามาคุย มาโม้ในกระทู้แนะนำตัวเองเลย
 ก็มัวแต่ไปหาเครื่องฝัดข้าว หรือเครื่องสีฝัด หรือ เครื่องวีฝัด
แล้วแต่ท้องถิ่นไหนจะเรียก แต่ผลของรูปและการใช้
คือแบบเดียวกันนั้นเอง....
  รูปนี้...ผมไปถ่ายภาพมาจาก วัดเจดีย์หอย ของหลวงพ่อ
ทองกลึง  สฺนทโร  (น่าจะถูกนะ)  ที่วัดเจดีย์หอย อ.ลาดหลุมแก้ว
มีเก็บไว้ประมาณร่วม ๆ 8 -10 ตัวได้มั้ง
  ผมเห็นแล้วววว แปล๊บบบบ จี๊ดดดด ขึ้นหมองเลยยยย อิอิ


บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19] 20 21 ... 32
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!